Ginzii
คุมต้นทุน

จัดการสต๊อกวัตถุดิบยังไง ไม่ให้ของหายและของไม่ขาดกลางบริการ

ของขาดกลางพีคกับของหายโดยไม่รู้สาเหตุ คือสองปัญหาที่มาจากรากเดียวกันคือไม่รู้ว่ามีของอยู่เท่าไหร่ รวมวิธีจัดสต๊อกร้านอาหารที่ทำได้จริง ตั้งแต่ตั้งจุดสั่งซื้อ นับสต๊อก ไปจนถึงหาสาเหตุของที่หาย

ทีม Ginziiอ่าน 5 นาที
แชร์
ชั้นเก็บวัตถุดิบในครัวร้านอาหารที่จัดเรียงเป็นระเบียบ

ร้านอาหารส่วนใหญ่เจอสองปัญหานี้สลับกันไปมา คือ ของขาดกลางพีค จนต้องบอกลูกค้าว่าเมนูนี้หมด กับ ของหาย แบบที่นับแล้วเหลือไม่ตรงกับที่ควรจะเป็น

ทั้งสองอย่างมาจากรากเดียวกัน คือร้านไม่รู้ว่าตอนนี้มีของอะไรอยู่เท่าไหร่ และควรจะเหลือเท่าไหร่ พอไม่รู้ ก็ต้องเดา และการเดาก็พลาดได้สองทาง สั่งน้อยไปจนของขาด หรือสั่งเยอะไปจนของเสีย

เริ่มจากรู้ว่า "ควรมีเท่าไหร่" ไม่ใช่ "เหลือเท่าไหร่"

จุดที่ร้านส่วนใหญ่ติดคือไปนับตอนของใกล้หมดแล้ว ซึ่งสายเกินไป สิ่งที่ควรทำก่อนคือกำหนดว่าวัตถุดิบแต่ละตัว ควรมีติดร้านไว้เท่าไหร่เป็นอย่างต่ำ

วิธีตั้งแบบง่ายที่สุด

  • ดูว่าปกติใช้วันละเท่าไหร่ (จากยอดขายจริง ไม่ใช่ความรู้สึก)
  • คูณด้วยจำนวนวันกว่าของรอบใหม่จะมาถึง
  • บวกเผื่อไว้อีกนิดสำหรับวันที่ขายดีผิดปกติ

ผลลัพธ์คือ จุดที่ต้องสั่งของ พอของลดมาถึงจุดนี้ ให้สั่งทันที ไม่ต้องรอให้หมด แค่มีตัวเลขนี้ติดไว้ที่ชั้นวางของ ก็ลดเหตุการณ์ "เมนูหมดกลางวันเสาร์" ไปได้มาก

ของที่เสียเร็วกับของที่เก็บได้นานต้องตั้งไม่เหมือนกัน ของแห้งเผื่อเยอะได้ ส่วนของสดควรสั่งถี่แต่ครั้งละน้อย ไม่งั้นจะกลายเป็นของเสียในครัวแทน

นับสต๊อกให้เป็นนิสัย ไม่ใช่ปีละครั้ง

การนับสต๊อกไม่ต้องนับทุกอย่างทุกวัน สิ่งที่ควรทำคือแบ่งกลุ่ม

  • ของแพงหรือของที่หายบ่อย เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล เหล้าเบียร์ — นับถี่ อาจทุกวันหรือทุกสัปดาห์
  • ของทั่วไปที่ใช้เยอะ — นับทุกสัปดาห์
  • ของแห้งที่เก็บได้นาน — นับเดือนละครั้งพอ

หัวใจไม่ได้อยู่ที่นับบ่อยแค่ไหน แต่อยู่ที่ นับแล้วเอาไปเทียบกับอะไร

ตัวเลขที่บอกว่าของหายไปไหน

นี่คือจุดที่แยกร้านที่คุมต้นทุนได้ออกจากร้านที่คุมไม่ได้

ถ้ารู้ว่าแต่ละเมนูใช้วัตถุดิบอะไรเท่าไหร่ (คือมีสูตรบันทึกไว้) เมื่อเอาไปคูณกับจำนวนที่ขายได้ในช่วงนั้น จะได้ตัวเลขว่า ของควรถูกใช้ไปเท่าไหร่ แล้วเอาไปเทียบกับของที่ใช้ไปจริง

ส่วน "ของที่ใช้ไปจริง" ถ้ายังจดมือ ต้องคิดจากการนับสองครั้งคร่อมช่วงเวลาเดียวกับยอดขายที่เอามาคูณ

ของที่ใช้ไปจริง = ยอดยกมา (นับต้นงวด) + ของที่รับเข้าระหว่างงวด − ยอดคงเหลือ (นับปลายงวด)

ส่วนต่าง = ของที่ใช้ไปจริง − ของที่ควรถูกใช้ตามยอดขาย

ข้อที่พลาดกันบ่อยคือลืมบวก "ของที่รับเข้าระหว่างงวด" ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ ถ้าลืม ตัวเลขของที่ใช้จริงจะต่ำกว่าความจริงมาก จนส่วนต่างออกมาน้อยผิดปกติหรือติดลบ แล้วร้านจะสรุปผิดว่าไม่มีอะไรรั่ว

ลองดูตัวอย่างจริง

  • ต้นสัปดาห์นับอกไก่ได้ 20 กก. ระหว่างสัปดาห์รับเข้าอีก 30 กก. ปลายสัปดาห์นับได้ 8 กก.
  • ของที่ใช้ไปจริง = 20 + 30 − 8 = 42 กก.
  • สัปดาห์นั้นขายกะเพราไก่ 400 จาน สูตรใช้จานละ 100 กรัม → ควรใช้ = 40 กก.
  • ส่วนต่าง = 42 − 40 = 2 กก. หรือราว 5% ของที่ควรใช้ — นี่คือตัวเลขที่ต้องหาคำตอบ

ส่วนต่างนี้ไม่ได้แปลว่ามีคนขโมยเสมอไป สาเหตุที่เจอบ่อยกว่าคือ

  • สูตรไม่ได้คิดของที่ตัดแต่งทิ้ง ถ้าสูตรเขียนว่าใช้เนื้อ 100 กรัม แต่ซื้อมาทั้งชิ้นแล้วเลาะเอง ส่วนที่เลาะทิ้งจะโผล่มาเป็นส่วนต่างทันที ทั้งที่ไม่มีใครทำอะไรผิด
  • ตักเกินสูตร พนักงานคนละคนตักไม่เท่ากัน จานละนิดเดียวแต่คูณร้อยจานต่อวัน
  • ของเสียที่ไม่ได้บันทึก ทำพลาด ทำใหม่ ของตกพื้น แต่ไม่มีใครจด
  • รับของไม่ครบแต่เซ็นรับ สั่ง 10 กิโล มาจริง 9 กิโล ไม่มีใครชั่ง
  • บันทึกผิด หน่วยไม่ตรงกัน กิโลกับขีดปนกัน
  • ของหายจริง

พอเห็นส่วนต่างเป็นตัวเลข จะแก้ได้ตรงจุด แทนที่จะรู้สึกลอย ๆ ว่า "ของหมดเร็วผิดปกติ"

ถ้าใช้ระบบที่ตัดสต๊อกตามสูตรให้ทุกครั้งที่ขาย ขั้นตอนยกมาและรับเข้าจะถูกคิดให้อัตโนมัติ เหลือแค่นับของที่เหลือจริงแล้วดูส่วนต่าง

เรื่องพื้นฐานที่ทำแล้วเห็นผลทันที

  • มีที่อยู่ประจำของทุกอย่าง ของที่ไม่มีที่อยู่ประจำคือของที่หาไม่เจอ แล้วสั่งซ้ำ
  • ติดป้ายวันที่รับของ และใช้ของเก่าก่อนเสมอ
  • ชั่งตอนรับของทุกครั้ง เทียบกับใบส่งของก่อนเซ็นรับ นี่คือจุดที่เงินรั่วง่ายที่สุดและตรวจง่ายที่สุด
  • จดของเสียตอนที่มันเกิด ไม่ใช่ตอนสิ้นเดือน เพราะไม่มีใครจำได้
  • ให้คนเดียวรับผิดชอบการสั่งของ ถ้าใครก็สั่งได้ จะได้ของซ้ำและไม่มีใครรู้ว่าสั่งไปแล้วเท่าไหร่

ทำด้วยมือได้ไหม ได้ แต่มีเพดาน

ร้านเล็กที่มีวัตถุดิบไม่กี่สิบตัว ใช้สมุดหรือ Excel ก็เอาอยู่ ปัญหาจะเริ่มเมื่อ

  • เมนูเยอะขึ้นจนคำนวณย้อนกลับด้วยมือไม่ไหว
  • ราคาวัตถุดิบขึ้นลงบ่อยจนตัวเลขต้นทุนล้าสมัยตลอด
  • มีมากกว่าหนึ่งสาขา แล้วของโอนไปมา
  • คนสั่งของกับคนนับสต๊อกเป็นคนละคน

จุดที่คุ้มจะเปลี่ยนไปใช้ระบบ คือตอนที่เวลาที่เสียไปกับการนั่งคำนวณ แพงกว่าค่าระบบไปแล้ว

สรุป

การจัดสต๊อกที่ใช้ได้จริงไม่ได้เริ่มจากการนับให้ครบทุกชิ้น แต่เริ่มจากการรู้ว่าแต่ละตัวควรมีเท่าไหร่และควรสั่งตอนไหน นับของแพงให้ถี่กว่าของถูก และที่สำคัญที่สุดคือเทียบของที่ใช้ไปจริง (ยอดยกมา บวกของที่รับเข้า ลบยอดคงเหลือ) กับของที่ควรถูกใช้ตามยอดขาย เพราะส่วนต่างตรงนั้นคือเงินที่รั่วออกจากร้าน

Ginzii มีระบบจัดการสต๊อกวัตถุดิบที่ผูกกับสูตรอาหารของแต่ละเมนู ทำให้เทียบได้ว่าของที่ควรใช้กับของที่ใช้ไปจริงต่างกันเท่าไหร่ ฟีเจอร์นี้อยู่ในแพ็กเกจ Mini (฿99/เดือน) ขึ้นไป ส่วนการคิดต้นทุนต่อจานจากสูตรและการบันทึกของเสีย ใช้ได้ตั้งแต่แพ็กเกจฟรี ดูรายละเอียดแพ็กเกจได้ที่นี่

รู้ต้นทุนต่อจานก่อน ค่อยตัดสินเรื่องอื่น

กรอกวัตถุดิบกับราคาที่ซื้อจริง รู้ต้นทุนต่อจานและช่วงราคาขายที่ควรตั้งทันที คำนวณในเครื่องคุณล้วน ๆ ไม่ต้องสมัคร และข้อมูลที่กรอกไม่ถูกส่งออกไปไหน

คำนวณต้นทุนต่อจานฟรี

หรือให้ระบบคิดให้ทุกจานอัตโนมัติ — เริ่มใช้ Ginzii ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

รู้ได้ยังไงว่าของในร้านหายไปเท่าไหร่
ใช้การเทียบสองตัวเลข คือของที่ใช้ไปจริง เท่ากับ ยอดยกมา (นับต้นงวด) บวกของที่รับเข้าระหว่างงวด ลบยอดคงเหลือ (นับปลายงวด) แล้วเอาไปลบกับของที่ควรถูกใช้ตามยอดขาย ซึ่งได้จากสูตรของแต่ละเมนูคูณจำนวนที่ขายได้ ตัวอย่างเช่น ต้นสัปดาห์นับอกไก่ได้ 20 กก. รับเข้าอีก 30 กก. ปลายสัปดาห์นับได้ 8 กก. เท่ากับใช้ไปจริง 42 กก. ถ้าขายกะเพราไก่ 400 จาน สูตรจานละ 100 กรัม ควรใช้ 40 กก. ส่วนต่างคือ 2 กก. ข้อที่พลาดกันบ่อยคือลืมบวกของที่รับเข้าระหว่างงวด ซึ่งทำให้ส่วนต่างออกมาน้อยผิดปกติหรือติดลบ
ของหายในร้านอาหารเกิดจากอะไรบ้าง
ส่วนต่างที่เจอไม่ได้แปลว่ามีคนขโมยเสมอไป สาเหตุที่เจอบ่อยกว่าคือสูตรไม่ได้คิดของที่ตัดแต่งทิ้ง ตักเกินสูตรเพราะพนักงานคนละคนตักไม่เท่ากัน ของเสียที่ไม่ได้บันทึกอย่างทำพลาดหรือของตกพื้น รับของไม่ครบแต่เซ็นรับโดยไม่ได้ชั่ง บันทึกผิดเพราะหน่วยไม่ตรงกัน และของหายจริง พอเห็นส่วนต่างเป็นตัวเลขจะแก้ได้ตรงจุดแทนที่จะรู้สึกลอย ๆ ว่าของหมดเร็วผิดปกติ
ร้านอาหารควรนับสต๊อกบ่อยแค่ไหน
ไม่ต้องนับทุกอย่างทุกวัน ให้แบ่งกลุ่มแทน ของแพงหรือของที่หายบ่อยอย่างเนื้อสัตว์ อาหารทะเล เหล้าเบียร์ ให้นับถี่ อาจทุกวันหรือทุกสัปดาห์ ของทั่วไปที่ใช้เยอะนับทุกสัปดาห์ ส่วนของแห้งที่เก็บได้นานนับเดือนละครั้งพอ หัวใจไม่ได้อยู่ที่นับบ่อยแค่ไหน แต่อยู่ที่นับแล้วเอาไปเทียบกับอะไร
ตั้งจุดสั่งของยังไงไม่ให้ของขาดกลางพีค
เริ่มจากกำหนดว่าวัตถุดิบแต่ละตัวควรมีติดร้านไว้เท่าไหร่เป็นอย่างต่ำ วิธีตั้งแบบง่ายที่สุดคือดูว่าปกติใช้วันละเท่าไหร่จากยอดขายจริง คูณด้วยจำนวนวันกว่าของรอบใหม่จะมาถึง แล้วบวกเผื่อไว้อีกนิดสำหรับวันที่ขายดีผิดปกติ ผลลัพธ์คือจุดที่ต้องสั่งของ พอของลดมาถึงจุดนี้ให้สั่งทันทีไม่ต้องรอให้หมด โดยของแห้งเผื่อเยอะได้ ส่วนของสดควรสั่งถี่แต่ครั้งละน้อย