Ginzii
จัดการร้าน

เลือกระบบ POS ร้านอาหารยังไง — 8 ข้อที่ต้องดูก่อนเซ็น

คู่มือเลือกระบบ POS ร้านอาหารจากงานจริงของร้าน ไม่ใช่จากลิสต์ฟีเจอร์ พร้อมข้อกฎหมายที่ระบบต้องรองรับ สัญญาณอันตรายก่อนเซ็นสัญญา และวิธีทดสอบก่อนย้ายทั้งร้าน

ทีม Ginziiอ่าน 10 นาที
แชร์
เจ้าของร้านอาหารนั่งเปรียบเทียบระบบ POS บนโน้ตบุ๊กที่โต๊ะในร้านช่วงก่อนเปิดร้าน

คนส่วนใหญ่เริ่มเลือกระบบ POS จากการเทียบลิสต์ฟีเจอร์ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เลือกผิดได้ง่ายที่สุด เพราะทุกเจ้าเขียนลิสต์ให้ยาวไว้ก่อน และฟีเจอร์ที่ไม่ได้ใช้ไม่ได้ช่วยอะไร แต่กลายเป็นความซับซ้อนที่ต้องสอนพนักงานทุกคนที่เข้าใหม่

วิธีที่ใช้ได้จริงกว่าคือเริ่มจากงานที่ร้านคุณทำอยู่ทุกวัน แล้วดูว่าระบบไหนทำให้งานนั้นเร็วขึ้น ไม่ใช่ดูว่าระบบไหนทำอะไรได้เยอะกว่า

เริ่มจากสามคำถามนี้ ไม่ใช่จากลิสต์ฟีเจอร์

สามข้อนี้กำหนดหน้าตาของระบบที่คุณต้องการเกือบทั้งหมด ตอบให้ได้ก่อนเปิดหน้าเว็บของเจ้าไหน

1. ออเดอร์เข้าร้านคุณทางไหนบ้าง รับที่เคาน์เตอร์อย่างเดียว หรือมีพนักงานเดินรับที่โต๊ะ มีลูกค้าสแกน QR สั่งเอง มีเดลิเวอรีจากหลายแพลตฟอร์ม ถ้าออเดอร์เข้าหลายทาง สิ่งที่คุณต้องการคือระบบที่รวมทุกทางมาไว้ที่เดียว ไม่ใช่ระบบที่เก่งเรื่องหน้าเคาน์เตอร์อย่างเดียว

2. ครัวรับงานยังไง ตะโกนบอก เสียบใบเข้าราง หรือมีจอ ถ้าครัวคุณเริ่มมีปัญหาออเดอร์ตกหล่นช่วงพีค เรื่องนี้สำคัญกว่าฟีเจอร์การตลาดทั้งหมดรวมกัน (อ่านเรื่องจัดคิวออเดอร์เข้าครัว)

3. ใครเป็นคนดูตัวเลข และดูตอนไหน ถ้าคุณเป็นคนเดียวที่ดู และดูตอนปิดร้าน ระบบที่มีรายงานเชิงลึกสิบหน้าไม่ได้ช่วยอะไร แต่ถ้าคุณต้องส่งตัวเลขให้บัญชีทุกเดือน ความสามารถในการดึงข้อมูลออกมาเป็นไฟล์คือสิ่งที่ต้องดูก่อน

8 ข้อที่ต้องดูก่อนเซ็น

เช็กลิสต์ 8 ข้อที่ต้องถามผู้ให้บริการก่อนเซ็นสัญญาระบบ POS ร้านอาหาร
แคปเก็บไว้ถามได้ทุกเจ้าด้วยเกณฑ์เดียวกัน — ข้อ 1 กับข้อ 7 คือข้อที่แก้ทีหลังยากที่สุด

1. ระบบออกใบกำกับภาษีได้ถูกตามกฎหมายไหม

ข้อนี้คนตรวจน้อยที่สุดแต่แก้ทีหลังยากที่สุด เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่เป็นเงื่อนไขตามกฎหมาย

ร้านอาหารเข้าข่าย กิจการค้าปลีก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ (ฉบับที่ 32) ข้อ 2(2) ซึ่งจัด "กิจการภัตตาคาร" — นิยามกว้างถึงกิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มทุกชนิด — ไว้ในกลุ่มนี้ตรง ๆ ร้านที่จดทะเบียน VAT แล้วจึงมีสิทธิออก ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ให้ลูกค้าหน้าร้านได้

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยคือ สิทธินั้นมีอยู่แล้วตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องขออนุมัติคือการใช้เครื่องหรือระบบออกใบกำกับ ไม่ใช่ตัวสิทธิ — ประมวลรัษฎากร มาตรา 86/6 กำหนดว่าผู้ประกอบการค้าปลีกที่ประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินเพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีก่อน (แบบ ภ.พ.06 ตามประกาศฯ ฉบับที่ 46 ข้อ 2)

ประกาศฯ ฉบับที่ 46 ข้อ 4 ระบุระบบ POSS (Point of Sale System) ไว้ตรง ๆ ไม่ใช่แค่เครื่องแคชเชียร์แบบเก่า และในทางปฏิบัติคุณจะใช้เครื่องนั้นออกใบกำกับอย่างย่อให้ถูกต้องก่อนได้รับอนุมัติไม่ได้ เพราะข้อ 3(4) และข้อ 5(6) บังคับให้ใบกำกับต้องมี เลขรหัสประจำเครื่องที่อธิบดีกำหนดให้ ซึ่งได้มาหลังอนุมัติเท่านั้น

ข้อที่ควรถามผู้ให้บริการตรง ๆ ประกาศฯ ฉบับที่ 46 ออกในยุคที่เครื่องยังพิมพ์ม้วนกระดาษต่อเนื่อง ระบบ POS บนแท็บเล็ตสมัยใหม่จึงมักต้องขออนุมัติเป็นราย ๆ ตามข้อ 9 (เครื่องที่มีลักษณะอื่น) ให้ถามว่า เคยมีร้านที่ใช้ระบบนี้ผ่านการอนุมัติ ภ.พ.06 มาแล้วหรือยัง และเขาช่วยเตรียมเอกสารอะไรให้บ้าง คำตอบจะบอกได้ทันทีว่าเขาเคยเจอของจริงหรือไม่

อีกสองข้อที่ต้องเช็กฝั่งระบบ:

  • ต้องออกได้ทั้งอย่างย่อและเต็มรูป เพราะประกาศฯ ฉบับที่ 32 ข้อ 2(3) กำหนดเป็น หน้าที่ ว่าร้านต้องออกใบกำกับภาษีเต็มรูปตามมาตรา 86/4 ให้ทุกครั้งที่ลูกค้าเรียกร้อง (และถ้าจะออกทั้งสองแบบจากเครื่องเดียวกัน ต้องระบุไว้ในคำขออนุมัติด้วย ตามประกาศฯ ฉบับที่ 46 ข้อ 8)
  • ราคาที่แสดงต้องรวม VAT แล้ว ตามมาตรา 86/6 วรรคหนึ่ง และใบกำกับอย่างย่อเองต้องมีข้อความระบุชัดว่ารวม VAT แล้ว ซึ่งกระทบวิธีกรอกราคาตอนตั้งเมนูโดยตรง

นอกจากเส้นทาง ภ.พ.06 กรมสรรพากรยังมีระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบประทับรับรองเวลาสำหรับผู้ประกอบการรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกัน ถามผู้ให้บริการว่ารองรับแบบไหน

ถ้าร้านคุณยังไม่ได้จด VAT ข้อนี้ยังไม่บังคับตอนนี้ แต่ให้ถามไว้ก่อน เพราะวันที่ยอดขายทะลุเกณฑ์แล้วต้องจด คุณจะไม่อยากย้ายระบบพร้อมกัน (อ่านเรื่องภาษีร้านอาหาร)

2. ดึงข้อมูลออกมาเก็บเองได้ฟรีไหม

ระบบที่ให้ export ไฟล์ออกได้ตลอด แปลว่าคุณเป็นเจ้าของข้อมูลตัวเองจริง มีเจ้าในตลาดที่ให้ใช้ฟรีถาวรแต่การส่งออกข้อมูลอยู่ในแพ็กเกจเสริมที่ต้องจ่ายเพิ่ม ค่าสมัครนั้นย้ายง่าย แต่ข้อมูลที่ดึงออกไม่ได้ย้ายยากกว่ามาก — ถามก่อนเซ็น ไม่ใช่ตอนจะย้าย

ถามพ่วงอีกสองข้อ: ข้อมูลย้อนหลังดูในระบบได้กี่วัน และเก็บจริงกี่วัน สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

3. ตอนเน็ตหลุด อะไรใช้ไม่ได้บ้าง

อย่าถามว่า "ออฟไลน์ได้ไหม" เพราะแทบไม่มีเจ้าไหนตอบว่าไม่ได้ แต่แต่ละเจ้าตัดฟีเจอร์ตอนออฟไลน์ไม่เหมือนกัน — บางระบบขายต่อได้แต่คืนเงินไม่ได้ เพิ่มลูกค้าใหม่ไม่ได้ หรือสต๊อกไม่อัปเดตจนกว่าเน็ตจะกลับมา

คำถามที่ใช้ได้จริงคือ "ตอนเน็ตหลุด อะไรใช้ไม่ได้บ้าง และข้อมูลจะ sync กลับยังไงเมื่อเน็ตมา" ร้านที่อยู่ในตลาดหรือห้างที่เน็ตไม่นิ่ง ข้อนี้สำคัญกว่าฟีเจอร์ครึ่งหนึ่งในลิสต์

4. ผูกกับฮาร์ดแวร์ของเขาแค่ไหน

ถามให้ชัดว่าต้องซื้อเครื่องของเขาไหม เครื่องพิมพ์ใบเสร็จใช้ของเดิมที่ร้านมีได้ไหม และถ้าเลิกใช้บริการ เครื่องที่ซื้อไปยังใช้กับระบบอื่นได้หรือกลายเป็นที่ทับกระดาษ

ถ้าร้านมีแท็บเล็ตหรือมือถืออยู่แล้ว ระบบที่รันบนเครื่องทั่วไปทำให้ต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่าและเปลี่ยนใจง่ายกว่า แต่ถ้าต้องซื้อเครื่องใหม่ทั้งชุดอยู่ดี ให้เทียบราคารวมทั้งก้อนกับเครื่องเฉพาะทางก่อนตัดสิน

5. ซัพพอร์ตติดต่อได้ตอนไหน

ข้อนี้เจ้าของร้านมักตรวจตอนที่สายเกินไปแล้ว ร้านอาหารพีคตอนเย็น เสาร์อาทิตย์ และวันหยุดยาว ซึ่งเป็นเวลาที่ออฟฟิศส่วนใหญ่ปิด ถ้าระบบล่มทุ่มครึ่งวันเสาร์แล้วต้องรอวันจันทร์ นั่นคือสองวันที่ร้านขายโดยไม่มีระบบ

ถามเป็นตัวเลข: เปิดกี่โมงถึงกี่โมง เสาร์อาทิตย์เปิดไหม ติดต่อทางไหนได้บ้าง และตอบภายในกี่ชั่วโมง บางเจ้าโฆษณาว่าดูแลทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ให้ถามต่อว่าช่องทางไหนและตอบจริงภายในกี่ชั่วโมง คำตอบว่า "มีทีมซัพพอร์ตดูแล" ไม่ใช่คำตอบ

6. สัญญาผูกมัดกี่เดือน และจ่ายรายปีคุ้มจริงไหม

ถามสามข้อ: มีสัญญาขั้นต่ำไหม ยกเลิกกลางคันได้ไหมและมีค่าปรับหรือเปล่า และ ถ้าปีหน้าร้านซบลงจะขยับลงแพ็กเกจเล็กได้ไหม ข้อสุดท้ายคนไม่ค่อยถามเพราะตอนเซ็นทุกคนคิดว่าร้านจะโตขึ้นอย่างเดียว

ส่วนลดจ่ายรายปีถูกกว่าจริง (หลายเจ้าให้ประมาณฟรีสองเดือน) แต่คุณจ่ายเงินก้อนล่วงหน้าให้ระบบที่ยังไม่เคยใช้จริงแม้แต่วันเดียว และเงินก้อนนั้นมักไม่ได้คืนถ้าเลิกกลางทาง ถามให้ชัดว่าถ้ายกเลิกกลางปี คืนเงินส่วนที่เหลือไหม

ทางที่ปลอดภัยกว่าคือจ่ายรายเดือนช่วงแรก แล้วค่อยขยับเป็นรายปีเมื่อผ่านช่วงพีคจริงมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งเดือน คุณจะจ่ายแพงกว่าราว 15–20% ในช่วงนั้น แลกกับการไม่ต้องทิ้งเงินก้อนถ้าระบบไม่เข้ากับร้าน — นี่เป็นวิธีลดความเสี่ยง ไม่ใช่กฎตายตัว ถ้าคุณเคยใช้ระบบนั้นมาก่อนแล้ว จ่ายรายปีตั้งแต่แรกก็คุ้มกว่า

7. ถ้าเก็บข้อมูลลูกค้า ระบบพร้อมตาม PDPA ไหม

ถ้าคุณจะใช้ฟีเจอร์สมาชิก สะสมแต้ม หรือเก็บเบอร์ลูกค้าไว้เรียกคิว นั่นคือการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ร้านคือ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (คนตัดสินใจว่าจะเก็บอะไร เพื่ออะไร) จึงมีหน้าที่ตามมาตรา 37 และ 39 แต่ ไม่ได้แปลว่าผู้ให้บริการระบบไม่มีหน้าที่ — ผู้ให้บริการ POS โดยทั่วไปอยู่ในฐานะ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมาตรา 40 กำหนดหน้าที่ของตัวเองไว้ ทั้งการดำเนินการตามคำสั่งของร้านเท่านั้น การจัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม การแจ้งเหตุละเมิดกลับมาที่ร้าน และการจัดทำบันทึกกิจกรรมการประมวลผล ฝ่าฝืนมีโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 3 ล้านบาทตามมาตรา 86 และมาตรา 40 วรรคสามยังบังคับให้ ต้องมีข้อตกลงระหว่างร้านกับผู้ให้บริการ ด้วย

คำถามที่ควรถามจึงมีสี่ข้อ ไม่ใช่แค่ "ระบบทำอะไรได้บ้าง":

  • มีข้อตกลงการประมวลผลข้อมูล (DPA) ให้เซ็นไหม — กฎหมายบังคับให้มี ไม่ใช่ของแถม
  • เก็บหลักฐานการให้ความยินยอมได้ไหม มาตรา 19 บังคับให้ขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และความยินยอมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขถือว่าไม่มีผลผูกพัน ร้านจึงต้องพิสูจน์ได้ว่าขอไว้เมื่อไรและเพื่ออะไร
  • ลบข้อมูลลูกค้ารายคนได้ไหมเมื่อถูกขอ เป็นสิทธิตามมาตรา 33 และมาตรา 37(3) บังคับให้ร้านต้องมีระบบตรวจสอบเพื่อลบได้จริง แต่ไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด — มาตรา 33 วรรคสองยกเว้นข้อมูลที่ต้องเก็บตามกฎหมาย บิลขายที่ต้องเก็บตามกฎหมายภาษีจึงลบตามคำขอไม่ได้ ให้ถามว่าระบบแยก "ลบโปรไฟล์ลูกค้า" ออกจาก "ลบบิล" ได้ไหม
  • ถ้าข้อมูลรั่ว เขาแจ้งร้านภายในกี่ชั่วโมง มาตรา 37(4) ให้ร้านมีเวลาแจ้งสำนักงานคุ้มครองข้อมูลฯ แค่ 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุ ถ้าผู้ให้บริการรู้ก่อนแล้วบอกช้า ร้านคือคนที่โดนปรับ

ถ้ายังไม่ได้จะเก็บข้อมูลลูกค้า ข้ามข้อนี้ไปก่อนได้

8. ราคาขั้นถัดไป และสิ่งที่ยังไม่รวมในราคา

ดูราคาแพ็กเกจถัดไปตั้งแต่วันนี้ เพราะคุณกำลังเลือกระบบที่จะอยู่กับร้านไปอีกหลายปี และถามให้ครบว่ามีอะไรที่ยังไม่รวมในราคาที่เห็น เช่น ค่าติดตั้ง ค่าอบรม ค่าเพิ่มสาขา ค่าเพิ่มผู้ใช้ ค่าธรรมเนียมต่อรายการ

บางเจ้าขึ้นราคาเป็นขั้นละหลักร้อย บางเจ้าไม่มีขั้นกลางแต่ขายเป็นฟีเจอร์เสริมรายตัว ซึ่งอาจถูกกว่าถ้าคุณต้องการเพิ่มแค่อย่างเดียว ให้คำนวณจากฟีเจอร์ที่จะใช้จริงในอีกหกเดือนข้างหน้า ไม่ใช่จากรูปแบบการตั้งราคา — ถ้ายังไม่แน่ใจว่าต้องเริ่มที่แพ็กเกจไหน อ่านเรื่องแพ็กเกจฟรีว่าพอสำหรับร้านแบบไหน

ทดสอบยังไงก่อนย้ายทั้งร้าน

การกดเล่นตอนว่างไม่ได้บอกอะไรเลย ระบบที่ดูดีตอนกดเล่นกับตอนคนเข้าพร้อมกันสิบโต๊ะเป็นคนละเรื่องกัน ทดสอบแบบนี้แทน

ลองด้วยเมนูจริงของร้าน สักสิบรายการขึ้นไป รวมเมนูที่มีตัวเลือก เช่น เผ็ดน้อย เพิ่มไข่ พิเศษ เพราะเมนูที่มีตัวเลือกคือจุดที่ระบบส่วนใหญ่เริ่มช้าและกดยาก

จับเวลาบิลที่ซับซ้อนที่สุด ไม่ใช่บิลง่ายสุด ลองบิลแบบสี่คนสั่งคนละอย่าง แยกจ่ายสองคน มีคนขอเพิ่มเมนูตอนอาหารออกไปแล้ว นับจำนวนครั้งที่ต้องกด

ให้พนักงานลองโดยไม่มีคุณอธิบาย เกณฑ์ที่เราใช้คือถ้าเขาหาปุ่มยกเลิกรายการเองไม่เจอในหนึ่งนาที ตอนร้านยุ่งจริงจะหนักกว่านั้น

ลองพังดู ปิดเน็ตกลางบิล กดยกเลิกหลังส่งเข้าครัวแล้ว แก้บิลที่ปิดไปแล้ว สามอย่างนี้ไม่ใช่เคสสมมติ เป็นสิ่งที่ร้านเจอเป็นประจำ

ทดสอบอย่างน้อยหนึ่งช่วงพีคเต็ม ๆ ก่อนตัดสินใจย้ายทั้งร้าน และอย่าย้ายระบบในสัปดาห์ที่มีเทศกาลหรือวันหยุดยาว

สัญญาณที่ควรถอยก่อนเซ็น

  • ไม่แสดงราคาบนเว็บ ต้องติดต่อฝ่ายขายก่อนถึงจะรู้ ไม่ได้แปลว่าไม่ดีเสมอไป แต่แปลว่าคุณเทียบกับเจ้าอื่นเองไม่ได้ก่อนคุย ถ้าเจอแบบนี้ให้ขอใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุครบทั้งค่าติดตั้ง ค่าอบรม และราคาแพ็กเกจถัดไป
  • ตอบเรื่อง export ข้อมูลไม่ตรงคำถาม ข้อนี้ตอบยากเฉพาะเมื่อคำตอบจริงคือทำไม่ได้
  • เร่งให้เซ็นวันนี้เพราะโปรหมดสิ้นเดือน ระบบที่คุณจะใช้ไปอีกหลายปี ไม่ควรตัดสินใจด้วยส่วนลดสามเดือน
  • ไม่ให้ทดลองด้วยเมนูจริงของร้านเลย หรือให้ลองแต่เป็นบัญชีสาธิตที่ใส่เมนูตัวเองไม่ได้ — ทดลองแบบมีวันหมดอายุไม่ใช่ปัญหา หลายเจ้าให้ 30–90 วัน ปัญหาคือทดลองแล้วไม่ได้ทดสอบงานจริงของร้าน
  • สัญญาว่าจะมีฟีเจอร์นั้นเร็ว ๆ นี้ ให้ตัดสินใจจากของที่ใช้ได้วันนี้เท่านั้น

แล้ว Ginzii ตอบข้อไหนได้บ้าง

เขียนตรง ๆ ตามแปดข้อข้างบน เพื่อให้คุณเอาไปเทียบกับเจ้าอื่นด้วยเกณฑ์เดียวกันได้

  • ข้อมูล — export เป็นไฟล์ Excel ได้ฟรีทุกแพ็กเกจ · แพ็กเกจที่จ่ายเงินเก็บข้อมูลจริง 5 ปี และ ถ้าวันหนึ่งคุณเลิกจ่ายจนระบบลดกลับไปแพ็กเกจฟรี บิลยุคที่จ่ายเงินยังถูกเก็บครบ 5 ปีเหมือนเดิม ไม่ถูกลบตามเพดานของแพ็กเกจฟรี
  • ฮาร์ดแวร์ — ใช้บนแท็บเล็ตหรือมือถือที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อเครื่องของเรา
  • สัญญา — ไม่มีสัญญาผูกมัด ไม่มีแพ็กเกจรายปีให้จ่ายก้อนล่วงหน้า คิดเป็นรายเดือนอย่างเดียว หยุดจ่ายเมื่อไรระบบจะลดกลับไปแพ็กเกจฟรีให้เอง ไม่มีค่าธรรมเนียมยกเลิก
  • ราคา — แสดงครบบนหน้าเว็บ ไม่ต้องโทรถาม เริ่มฟรีได้โดยไม่ใช้บัตรเครดิต ขั้นแรกที่ต้องจ่ายคือ ฿99 ต่อเดือน
  • ทดลอง — แพ็กเกจฟรีใช้ได้ทันที ใส่เมนูจริงของร้านทดสอบได้เลย ไม่ใช่บัญชีสาธิต

และสิ่งที่เรายังไม่มี พูดตรง ๆ เหมือนกัน: ยังไม่มี Public API สำหรับต่อกับระบบอื่นเอง · ยังไม่มีปุ่มเปลี่ยนแพ็กเกจด้วยตัวเองในแอป (อัปเกรดทำผ่านหน้าสมัคร ส่วนการลดแพ็กเกจใช้วิธีหยุดจ่ายแล้วระบบลดให้เอง) · และแพ็กเกจฟรีจำกัด 50 บิลต่อเดือน ซึ่งเหมาะกับการทดลองมากกว่าร้านที่ขายทุกวัน

ส่วนข้อ 1 (ใบกำกับภาษี) กับข้อ 7 (PDPA) เป็นข้อที่ ต้องดูทั้งฝั่งระบบและฝั่งร้าน — ต่อให้ระบบพร้อม ร้านก็ยังต้องยื่น ภ.พ.06 ขออนุมัติเอง และยังเป็นผู้ควบคุมข้อมูลตามกฎหมายอยู่ดี ขณะเดียวกันผู้ให้บริการก็มีหน้าที่ของตัวเองตามมาตรา 40 ที่โยนให้ร้านไม่ได้ ใครบอกว่าใช้ระบบเขาแล้วเรื่องพวกนี้จบเอง ให้ถามต่อว่าจบยังไง

ดูรายละเอียดทุกแพ็กเกจและเริ่มใช้ฟรี — หรือถ้ากำลังจะเปิดร้านและอยากได้ลำดับงานทั้งหมด มีเช็กลิสต์วางระบบ POS ก่อนเปิดร้านไล่ตามไทม์ไลน์ไว้ให้แล้ว

เห็นต้นทุนร้านชัดตั้งแต่วันแรก

Ginzii คือระบบ POS สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่ในไทย รู้ต้นทุนต่อจานและของเสียได้จริง เริ่มใช้ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มใช้ฟรี

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

เลือกระบบ POS ร้านอาหารต้องดูอะไรบ้าง
ให้เริ่มจากงานที่ร้านทำอยู่ทุกวัน ไม่ใช่จากลิสต์ฟีเจอร์ ตอบสามคำถามก่อนคือ ออเดอร์เข้าร้านทางไหนบ้าง ครัวรับงานยังไง และใครเป็นคนดูตัวเลขและดูตอนไหน จากนั้นค่อยไล่แปดข้อก่อนเซ็น คือ ออกใบกำกับภาษีถูกกฎหมายไหม ดึงข้อมูลออกเองได้ฟรีไหม ตอนเน็ตหลุดอะไรใช้ไม่ได้บ้าง ผูกกับฮาร์ดแวร์ของเขาแค่ไหน ซัพพอร์ตติดต่อได้ตอนไหน สัญญาผูกมัดกี่เดือน พร้อมตาม PDPA ไหม และราคาขั้นถัดไปกับสิ่งที่ยังไม่รวมในราคา
ระบบ POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องขออนุมัติก่อนไหม
ร้านอาหารเข้าข่ายกิจการค้าปลีก ร้านที่จดทะเบียน VAT แล้วจึงมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้อยู่แล้วตามกฎหมาย สิ่งที่ต้องขออนุมัติคือการใช้เครื่องหรือระบบออกใบกำกับ ไม่ใช่ตัวสิทธิ โดยยื่นแบบ ภ.พ.06 ต่ออธิบดีก่อน และในทางปฏิบัติจะใช้เครื่องนั้นออกใบกำกับอย่างย่อให้ถูกต้องก่อนได้รับอนุมัติไม่ได้ เพราะใบกำกับต้องมีเลขรหัสประจำเครื่องซึ่งได้มาหลังอนุมัติเท่านั้น
ตอนเน็ตหลุด ระบบ POS ยังใช้ได้ไหม
อย่าถามว่าออฟไลน์ได้ไหม เพราะแทบไม่มีเจ้าไหนตอบว่าไม่ได้ แต่ละเจ้าตัดฟีเจอร์ตอนออฟไลน์ไม่เหมือนกัน บางระบบขายต่อได้แต่คืนเงินไม่ได้ เพิ่มลูกค้าใหม่ไม่ได้ หรือสต๊อกไม่อัปเดตจนกว่าเน็ตจะกลับมา คำถามที่ใช้ได้จริงคือตอนเน็ตหลุดอะไรใช้ไม่ได้บ้าง และข้อมูลจะ sync กลับยังไงเมื่อเน็ตมา
ทดสอบระบบ POS ยังไงก่อนย้ายทั้งร้าน
การกดเล่นตอนว่างไม่ได้บอกอะไรเลย ให้ลองด้วยเมนูจริงของร้านสักสิบรายการขึ้นไป รวมเมนูที่มีตัวเลือก จับเวลาบิลที่ซับซ้อนที่สุดไม่ใช่บิลง่ายสุด ให้พนักงานลองโดยไม่มีคุณอธิบาย และลองพังดู เช่น ปิดเน็ตกลางบิล กดยกเลิกหลังส่งเข้าครัวแล้ว แก้บิลที่ปิดไปแล้ว ควรทดสอบอย่างน้อยหนึ่งช่วงพีคเต็ม ๆ ก่อนย้ายทั้งร้าน และอย่าย้ายระบบในสัปดาห์ที่มีเทศกาลหรือวันหยุดยาว