Ginzii
จัดการร้าน

ระบบ POS ร้านอาหารราคาเท่าไหร่ ตัวเลขจริงในตลาดไทยปี 2569

รวมช่วงราคาระบบ POS ร้านอาหารในไทยจากหน้าราคาจริงของผู้ให้บริการ พร้อมวิธีคิดต้นทุนทั้งปีที่รวมฮาร์ดแวร์และของสิ้นเปลือง และเหตุผลที่ระบบราคาเท่ากันจ่ายจริงต่างกันหลายเท่า

ทีม Ginziiอ่าน 12 นาที
แชร์
เคาน์เตอร์คิดเงินร้านอาหารที่มีแท็บเล็ตบนขาตั้ง เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ และลิ้นชักเก็บเงิน วางบนโต๊ะไม้ในร้านก่อนเปิด

คำถามว่าระบบ POS ร้านอาหารราคาเท่าไหร่ ตอบเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ และไม่ใช่เพราะผู้ให้บริการปิดบังราคา แต่เพราะ ราคาที่เห็นบนหน้าเว็บกับเงินที่ออกจากบัญชีร้านในหนึ่งปี มักไม่ใช่เลขเดียวกัน

บทความนี้รวมตัวเลขจากหน้าราคาของผู้ให้บริการในตลาดไทย แล้วอธิบายว่าโครงสร้างการคิดเงินแต่ละแบบทำให้ยอดจ่ายจริงต่างกันได้อย่างไร

เปิดเผยก่อนอ่าน Ginzii เป็นผู้ให้บริการระบบ POS รายหนึ่งในตลาดนี้ บทความจึงอาจเอียงเข้าหาวิธีคิดราคาแบบที่เราใช้เองโดยไม่ตั้งใจ ทุกจุดที่ตัวเลขของเราเข้าไปอยู่ในช่วงราคา เราเขียนกำกับไว้ให้เห็น และแนะนำให้เอาไปเทียบกับหน้าราคาของเจ้าอื่นก่อนเชื่อ

เรื่องตัวเลข ราคาที่ยกมาเก็บจากหน้าราคาสาธารณะที่เข้าถึงได้เมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 และ บางรายการเป็นราคาโปรโมชันที่ผู้ให้บริการประกาศไว้ก่อนหน้า ไม่ใช่ราคาปกติ ผู้ให้บริการเปลี่ยนราคาได้ตลอดเวลา ให้ใช้เป็น ช่วงอ้างอิงเพื่อตั้งงบ ไม่ใช่ใบเสนอราคา บทความไม่ระบุชื่อผู้ให้บริการรายใดโดยตั้งใจ เพราะราคาเปลี่ยนเร็วกว่าที่บทความจะตามแก้ทัน

ช่วงราคาในตลาดไทยตอนนี้

แบ่งตามรูปแบบการจ่าย ตัวเลขทั้งหมดเก็บจากหน้าราคาสาธารณะของผู้ให้บริการเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569

รูปแบบช่วงที่พบจริงหมายเหตุ
แพ็กเกจฟรี0 บาทมีอยู่จริงหลายเจ้า แต่ขอบเขตต่างกันมาก บางเจ้าฟรีเฉพาะตัวขายหน้าร้านแล้วคิดส่วนที่เหลือแยก บางเจ้าจำกัดยอดขายหรือจำนวนบิลต่อเดือน
รายเดือน (คลาวด์)ราว 129 – 4,800 บาท/เดือนปลายบนคือแพ็กเกจที่รวมที่ปรึกษาและการเชื่อมต่อ API ไม่ใช่ราคาของร้านเดี่ยวทั่วไป
รายปีราว 3,240 – 20,400 บาท/ปีเฉลี่ยแล้วราว 270 – 1,700 บาท/เดือน · ปลายล่างและบางตัวกลางช่วงเป็นราคาโปรโมชัน
ซื้อขาดครั้งเดียวราว 12,000 บาทจ่ายครั้งเดียวจบเฉพาะตัวโปรแกรม ไม่รวมฮาร์ดแวร์ · เจ้าเดียวกันมีทางเลือกรายปีที่ 3,900 บาท (ลดจากราคาเต็ม 5,572 บาท)
ฮาร์ดแวร์ (ถ้าต้องซื้อ)ราว 9,000 – 32,000 บาท/ชุดชุดหมายถึงเครื่อง POS พร้อมเครื่องพิมพ์และลิ้นชักเก็บเงิน · ชุดฝั่งวินโดวส์และตู้คีออสขึ้นไปได้ถึงหลัก 45,000 ถึง 84,000 บาท

ปลายล่างของช่วงรายเดือนไม่ได้รวมราคาของเราเอง — แพ็กเกจ Mini ของ Ginzii อยู่ที่ 99 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่า 129 บาทที่เป็นปลายล่างในตาราง เราตัดออกจากช่วงตลาดโดยตั้งใจ เพราะการเอาราคาตัวเองไปเป็นพื้นของคำว่า "ตลาด" แล้วบอกว่าตัวเองอยู่ที่พื้นพอดี ไม่ใช่การสำรวจ

ช่วงมันกว้างขนาดนี้เพราะสามอย่างนี้ต่างกัน คือ ระบบคิดเงินจากอะไร (ร้าน คน หรือรายการ) ต้องซื้อเครื่องด้วยไหม และ อะไรอยู่ในราคาที่เห็นแล้วบ้าง

โครงสร้างการคิดเงิน 5 แบบที่เจอในตลาด

โครงสร้างการคิดเงินของระบบ POS ร้านอาหาร 5 แบบ พร้อมสิ่งที่ทำให้ยอดจ่ายจริงบานปลาย
แคปเก็บไว้ถามผู้ให้บริการได้ว่าเขาคิดเงินแบบไหน — คำถามนี้สำคัญกว่าเลขบนหน้าราคา

นี่คือส่วนที่ทำให้ตอบคำถาม "ราคาเท่าไหร่" ด้วยตัวเลขเดียวไม่ได้

1. คิดเป็นรายเดือนต่อร้าน

แบบที่พบมากที่สุด จ่ายเท่ากันทุกเดือนไม่ว่าจะขายได้เท่าไหร่ ข้อดีคือคำนวณล่วงหน้าได้แน่นอน ข้อเสียคือเดือนที่ร้านเงียบก็จ่ายเท่าเดิม

ในตลาดไทยตอนนี้พบตั้งแต่ราว 129 บาทไปจนถึง 4,800 บาทต่อเดือน โดยมีผู้ให้บริการรายหนึ่งติดป้าย "แพ็กเกจยอดนิยม" ไว้ที่ขั้น 1,999 บาทต่อเดือน — ป้ายนี้คือการจัดวางของผู้ขายเอง ไม่ใช่ข้อมูลว่าร้านส่วนใหญ่ซื้อขั้นไหนจริง

2. คิดต่อหัวพนักงาน

แบบนี้ต่างจากแบบอื่นตรงที่เลขที่โฆษณาคือราคาต่อคน ไม่ใช่ราคาต่อร้าน คนที่เทียบเฉพาะราคาเริ่มต้นจึงประเมินยอดจริงต่ำกว่าความจริงได้มาก โดยเฉพาะร้านที่มีพนักงานหลายคน

ข้อดีของแบบนี้คือร้านที่ทำกันเองสองสามคนจ่ายถูกกว่าค่าคงที่ต่อร้าน ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าโมเดลนี้แย่ แต่คือมันทำให้เทียบราคาข้ามเจ้าด้วยเลขบนหน้าเว็บไม่ได้

ตัวอย่างจริงที่เจอ ระบบหนึ่งให้ตัวขายหน้าร้าน จอครัว และจอลูกค้าใช้ฟรีทั้งหมด แต่ ระบบจัดการสิทธิ์พนักงานคิด 5 ดอลลาร์ต่อคนต่อเดือน ระบบดูประวัติการขายย้อนหลังคิดอีก 5 ดอลลาร์ต่อร้านต่อเดือน และระบบสต๊อกขั้นสูงคิด 25 ดอลลาร์ต่อร้านต่อเดือน

ร้านที่มี ลูกจ้าง 5 คน (เจ้าของร้านไม่นับเป็นพนักงานที่คิดเงิน) และอยากได้ระบบสต๊อกขั้นสูง จะจ่าย 50 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 1,683 บาทต่อเดือน ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33.65 บาทต่อดอลลาร์เมื่อ 27 ก.ค. 2569 — และถ้าเอาระบบดูประวัติการขายด้วยจะเป็น 55 ดอลลาร์ หรือราว 1,851 บาทต่อเดือน ทั้งที่หน้าเว็บขึ้นคำว่าฟรี

สองข้อที่ต้องระวังเพิ่มกับโครงสร้างแบบนี้ คือ ค่าใช้จ่ายโตตามการจ้างคน ซึ่งสวนทางกับจังหวะที่ร้านกำลังขยาย และ ราคาผูกกับอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าคิดเป็นสกุลต่างประเทศ ปีที่บาทอ่อนค่าจะจ่ายแพงขึ้นโดยที่ผู้ให้บริการไม่ได้ขึ้นราคาเลย

3. ซื้อขาดครั้งเดียว

จ่ายก้อนเดียวแล้วใช้ได้ตลอด ราคาที่พบคือราว 12,000 บาทสำหรับตัวโปรแกรมร้านอาหาร โดยผู้ให้บริการรายเดียวกันมีตัวเลือกรายปีที่ 3,900 บาทต่อปีควบคู่กัน (ลดจากราคาเต็ม 5,572 บาท)

สองข้อที่ต้องถามก่อนตัดสินใจแบบนี้คือ อัปเดตและซัพพอร์ตหลังจากนั้นคิดเงินไหม และ ถ้าเครื่องพัง ย้ายไปเครื่องใหม่ได้กี่ครั้ง เพราะคำว่าซื้อขาดหมายถึงสิทธิ์ใช้โปรแกรม ไม่ได้แปลว่าบริการทุกอย่างหลังจากนั้นฟรีเสมอไป

อีกข้อที่เจอบนหน้าเว็บของผู้ให้บริการเองและควรอ่านก่อนโอนเงิน คือเงื่อนไขว่า เมื่อติดตั้งไลเซนส์ลงเครื่องแล้วขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนเงินทุกกรณี ประกอบกับระบบแบบนี้มักเก็บข้อมูลไว้ที่เครื่องไม่ใช่บนคลาวด์ ภาระการสำรองข้อมูลจึงอยู่ที่ร้าน

4. ผูกกับการซื้อฮาร์ดแวร์

โมเดลที่โฆษณาว่าโปรแกรมฟรีตลอดชีพ แต่เงื่อนไขคือต้องซื้อเครื่องของผู้ให้บริการ ซึ่งชุดร้านอาหารในตลาดไทยอยู่ราว 9,000 ถึง 32,000 บาทต่อชุด

แบบนี้ไม่ได้แย่กว่าแบบอื่นโดยอัตโนมัติ ถ้าร้านต้องซื้อเครื่องอยู่แล้วก็อาจคุ้ม แต่ต้องรู้ตัวว่ากำลังจ่ายค่าโปรแกรมล่วงหน้าไปกับค่าเครื่อง และต้องถามให้ชัดว่า เครื่องถูกล็อกให้ลงเฉพาะระบบของเขาหรือเปล่า ถ้าเป็นเครื่องพิมพ์มาตรฐาน ESC/POS กับลิ้นชักทั่วไป ปกติย้ายไปใช้กับระบบอื่นได้ แต่ถ้าเป็นเครื่องรวมจอที่ล็อกแอปไว้ ค่าเปลี่ยนใจทีหลังจะสูงกว่าที่คิด

5. คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อรายการ

ส่วนใหญ่ไม่ใช่ค่าโปรแกรม แต่เป็นค่าธรรมเนียมรับชำระเงินที่มาพร้อมกัน จากหน้าราคาของผู้ให้บริการรับชำระเงินรายหนึ่งในไทย บัตรเครดิตและเดบิตอยู่ที่ราว 3.65 เปอร์เซ็นต์ต่อรายการ ส่วนพร้อมเพย์และคิวอาร์อยู่ที่ราว 1.65 เปอร์เซ็นต์

จุดที่คนมักไม่ทันคิดมีสองข้อ หนึ่งคือ บางช่องทางไม่ได้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่คิดเป็นบาทต่อรายการแบบคงที่ เช่นการโอนผ่านแอปธนาคารที่คิดราว 10 บาทต่อรายการ ซึ่งแพงมากสำหรับบิลเล็กและถูกมากสำหรับบิลใหญ่ สองคือ อัตราเหล่านี้ยังไม่รวม VAT 7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบวกอยู่บนตัวค่าธรรมเนียม

ค่าพวกนี้ไม่โผล่ในหน้าราคาของระบบ POS แต่โผล่ในยอดที่โอนเข้าบัญชีร้าน ให้ถามแยกว่าคิดเท่าไหร่ต่อช่องทาง

ต้นทุนปีแรก ไม่ใช่แค่ค่าโปรแกรม

ตารางต้นทุนระบบ POS ร้านอาหารปีแรก แยกค่าโปรแกรม ฮาร์ดแวร์ ของสิ้นเปลือง และค่าเน็ต
ช่องที่คนลืมบ่อยที่สุดคือกระดาษความร้อนกับค่าเน็ต เพราะมันจ่ายทีละน้อยแต่จ่ายทุกเดือน

เวลาตั้งงบ ให้คิดเป็นก้อนปีแรกแล้วค่อยหารเป็นเดือน เพราะค่าเครื่องมากระจุกตอนต้น

สิ่งที่ต้องนับ

  • ค่าโปรแกรม รายเดือนคูณสิบสอง หรือค่าซื้อขาดครั้งเดียว
  • ฮาร์ดแวร์ ถ้าร้านมีแท็บเล็ตหรือมือถืออยู่แล้วและระบบรันบนเครื่องทั่วไปได้ ก้อนนี้จะเหลือแค่เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ แต่ถ้าต้องซื้อทั้งชุดคือหลักหมื่น
  • ของสิ้นเปลือง กระดาษความร้อน จ่ายทีละน้อยแต่จ่ายตลอด ร้านที่ออกบิลทุกโต๊ะใช้มากกว่าที่คิด
  • อินเทอร์เน็ต ระบบคลาวด์ต้องมีเน็ตที่ใช้ได้จริงตอนร้านแน่น ไม่ใช่เน็ตที่พอเปิดเว็บได้
  • เวลาของคุณเองตอนตั้งระบบ ไม่ใช่เงินที่จ่ายออกไป แต่เป็นต้นทุนที่มีอยู่จริง

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ ร้านที่ต้องซื้อชุดเครื่องราว 9,000 บาท แล้วใช้ระบบรายเดือน 990 บาท จะมีต้นทุนปีแรกราว 20,880 บาท เฉพาะสองก้อนนี้ ขณะที่ร้านที่ใช้เครื่องเดิมที่มีอยู่แล้วและจ่ายรายเดือนหลักร้อยต้น ๆ จะอยู่ราวหนึ่งพันถึงสามพันกว่าบาทต่อปีในส่วนของค่าโปรแกรม

ความต่างนี้ไม่ได้แปลว่าทางที่ถูกกว่าดีกว่าเสมอไป — ร้านที่ขายเร็วมากและต้องการเครื่องเฉพาะทางที่ทนกว่าแท็บเล็ตทั่วไป ก็มีเหตุผลที่จะจ่ายก้อนนั้น ประเด็นคือ ต้องรู้ตัวว่าจ่ายอะไรอยู่ ไม่ใช่ตกใจตอนบิลมา

ซื้อขาดถูกกว่าจริงไหม

คำนวณตรง ๆ ได้ ที่ราคาซื้อขาด 12,000 บาท จุดที่จ่ายสะสมเท่ากับซื้อขาดคือ

  • เทียบกับตัวเลือกรายปี 3,900 บาทของผู้ให้บริการเจ้าเดียวกัน ซึ่งเป็นการเทียบที่ตรงที่สุดเพราะเป็นโปรแกรมตัวเดียวกัน คุ้มทุนในราว 3 ปี
  • ถ้ารายเดือน 1,999 บาท คุ้มทุนในราว 6 เดือน
  • ถ้ารายเดือน 990 บาท คุ้มทุนในราว 12 เดือน
  • ถ้ารายเดือน 299 บาท คุ้มทุนในราว 40 เดือน (3 ปีเศษ)
  • ถ้ารายเดือน 99 บาท คุ้มทุนในราว 121 เดือน (10 ปี)

หมายเหตุสองข้อที่ต้องอ่านคู่กับลิสต์นี้ ข้อแรก 299 กับ 99 คือราคาแพ็กเกจของ Ginzii เอง ใส่ไว้เพราะเป็นขั้นราคาที่มีอยู่จริงในตลาด ไม่ใช่เพราะเป็นค่ากลางของตลาด ข้อสอง แพ็กเกจหลักร้อยต้น ๆ มักมีเพดานจำนวนบิล เมนู และพนักงานติดมาด้วย ถ้าร้านโตเกินเพดานก่อนถึงจุดคุ้มทุน ตัวเลขนั้นก็ไม่ใช่ตัวเลขของคุณอีกต่อไป ให้เทียบที่ขั้นที่ร้านคุณใช้จริง ไม่ใช่ขั้นถูกสุด

ตัวเลขนี้บอกอย่างเดียวว่าซื้อขาดคุ้มเมื่อไหร่ ถ้าทุกอย่างอื่นเท่ากัน ซึ่งในความเป็นจริงไม่เท่า สามข้อที่ต้องชั่งเพิ่ม

  1. ระบบซื้อขาดส่วนใหญ่ทำงานบนเครื่องที่ร้าน ข้อดีคือเน็ตล่มก็ขายได้ ข้อเสียคือถ้าเครื่องพังหรือหาย ข้อมูลอาจไปกับเครื่อง ให้ถามเรื่องการสำรองข้อมูลให้ชัดก่อน
  2. ผู้ให้บริการแบบซื้อขาดหลายเจ้ามีค่าดูแลรายปีหรือค่าอัปเกรดเวอร์ชันแยกต่างหาก ให้ขอตัวเลขนั้นเป็นบาทต่อปีแล้วบวกเข้าไปในการคำนวณข้างบน เพราะถ้าไม่บวก จุดคุ้มทุนที่คำนวณได้จะเร็วกว่าความจริง และในช่วงเวลาหลายปีนั้น กฎหมายภาษี รูปแบบการชำระเงิน และช่องทางขายก็เปลี่ยนไปหลายรอบ
  3. เงินก้อนกับภาระรายเดือน แล้วแต่ว่าร้านขาดอะไร ถ้าร้านกำลังตึงเรื่องสภาพคล่องช่วงเปิด เงินก้อนที่จ่ายตอนนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงกว่าจ่ายทีหลัง แต่ถ้ามีเงินก้อนอยู่แล้วและกังวลภาระรายเดือนมากกว่า ข้อนี้จะกลับด้าน

ร้านแบบไหนควรตั้งงบเท่าไหร่

ตรงนี้เป็นการประเมินจากช่วงราคาข้างบน ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานของอุตสาหกรรม และตามที่เปิดเผยไว้ตอนต้น เราเป็นผู้ให้บริการรายหนึ่งในตลาดนี้ ช่วงงบข้างล่างจึงอาจเอียงเข้าหาวิธีคิดราคาแบบที่เราใช้เองโดยไม่ตั้งใจ ให้เอาไปเทียบกับหน้าราคาของเจ้าอื่นก่อนเชื่อ

ลักษณะร้านงบซอฟต์แวร์ที่พอเหตุผล
ยังไม่เปิด อยากลองก่อน0 บาทแพ็กเกจฟรีของหลายเจ้าพอสำหรับช่วงทดลอง (อ่านว่าฟรีแบบไหนพอสำหรับร้านแบบไหน)
ร้านเดี่ยว ขายทุกวัน พนักงานไม่กี่คนหลักร้อยต่อเดือนร้านลักษณะนี้ส่วนใหญ่ใช้แค่บันทึกการขายให้ครบและเปิดรายงานย้อนหลังได้ ถ้าเจอแพ็กเกจแพงกว่านี้ ให้ไล่ดูว่าส่วนที่เพิ่มมาคือฟีเจอร์ที่ร้านจะได้ใช้จริงไหม
ร้านที่เริ่มมีสต๊อกจริงจัง มีพนักงานหลายคนหลักร้อยปลาย ๆ ถึงหลักพันต้น ๆ ต่อเดือนเริ่มต้องการสิทธิ์แยกรายคนและรายงานที่ละเอียดขึ้น
หลายสาขา ต้องดูรวมหลักพันขึ้นไปต่อเดือนผู้ให้บริการหลายเจ้าคิดเพิ่มตามจำนวนสาขา ให้ขอตัวเลขต่อสาขาเป็นรายกรณี อย่าเดาจากราคาแพ็กเกจ

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าร้านของคุณจำเป็นต้องมีระบบแล้วหรือยัง อ่านเรื่องร้านเล็กจำเป็นต้องมี POS ไหม ก่อนตั้งงบ และถ้าตัดสินใจแล้วว่าจะมี เช็กลิสต์ 8 ข้อก่อนเซ็น มีข้อที่ต้องถามเรื่องราคาขั้นถัดไปและค่าที่ยังไม่รวมอยู่ครบแล้ว

สามคำถามที่ทำให้เทียบราคาข้ามเจ้าได้จริง

หน้าราคาของแต่ละเจ้าจัดกลุ่มฟีเจอร์ไม่เหมือนกัน การเทียบเลขต่อเลขจึงมักเทียบผิด สามคำถามนี้ทำให้เทียบได้ตรงกว่า

  1. ราคานี้คิดจากอะไร ต่อร้าน ต่อสาขา ต่อคน หรือต่อเครื่อง — คำตอบเปลี่ยนยอดจ่ายจริงได้หลายเท่าเมื่อร้านโต
  2. ถ้าปีหน้าร้านมีพนักงานเพิ่มอีกสามคน และมีอีกหนึ่งสาขา ยอดต่อเดือนจะเป็นเท่าไหร่ ให้เขาตอบเป็นตัวเลข ไม่ใช่ตอบว่ามีแพ็กเกจรองรับ
  3. มีอะไรที่จ่ายเพิ่มนอกจากค่าแพ็กเกจบ้าง ค่าติดตั้ง ค่าอบรม ค่าธรรมเนียมรับเงิน ค่าเครื่องพิมพ์ ค่ากระดาษ

ขอคำตอบเป็นข้อความที่เก็บไว้ได้ ไม่ใช่คำตอบทางโทรศัพท์

แล้ว Ginzii ราคาเท่าไหร่

เพื่อไม่ให้บทความนี้เป็นการเลี่ยงตอบ นี่คือราคาของเราตรง ๆ ณ วันที่เขียน

  • ฟรี 1 สาขา เมนู 30 รายการ 50 บิลต่อเดือน พนักงาน 3 คน ดูบิลย้อนหลังในแอป 7 วัน
  • Mini ฿99 ต่อเดือน เมนู 50 รายการ 500 บิลต่อเดือน พนักงาน 3 คน มีระบบสต๊อกและรายงานพื้นฐาน ดูย้อนหลัง 30 วัน
  • Starter ฿299 ต่อเดือน เมนู 100 รายการ 2,000 บิลต่อเดือน พนักงาน 10 คน ดูย้อนหลัง 180 วัน รองรับบุฟเฟต์
  • Pro ฿999 ต่อเดือน สูงสุด 5 สาขา เมนู 500 รายการ 10,000 บิลต่อเดือน พนักงาน 30 คน มีระบบสมาชิก เดลิเวอรี และรายงานเชิงลึก

สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเพื่อเทียบกับเจ้าอื่นด้วยเกณฑ์เดียวกัน — รวมข้อที่ไม่เข้าข้างเราด้วย

  • คิดต่อร้าน ไม่ใช่ต่อหัวพนักงาน แต่พูดให้ครบคือแต่ละแพ็กเกจมีเพดานจำนวนพนักงาน ร้านที่คนเกินเพดานต้องขึ้นขั้น ต่างจากแบบคิดต่อหัวตรงที่ราคาขยับเป็นขั้นและรู้ล่วงหน้าว่าขั้นถัดไปเท่าไหร่ ไม่ใช่ขยับทุกครั้งที่จ้างเพิ่มหนึ่งคน
  • ยอดขายมีผลกับราคาของเราเหมือนกัน แต่เป็นขั้นไม่ใช่เปอร์เซ็นต์ แต่ละแพ็กเกจมีเพดานจำนวนบิลต่อเดือน (ฟรี 50 · Mini 500 · Starter 2,000 · Pro 10,000) คิดคร่าว ๆ คือราว 2, 17, 67 และ 333 บิลต่อวัน ร้านที่ขายเกินเพดานต้องขึ้นขั้น
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมต่อรายการจากเรา — แต่ให้เข้าใจตรงกันว่าเราไม่ได้ให้บริการรับชำระเงินด้วยบัตรในตัว ถ้าร้านจะรับบัตรหรืออีวอลเล็ต ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ผู้ให้บริการรับเงินที่คุณเลือกเองอยู่ดี ข้อนี้จึงไม่ใช่ส่วนลด แต่แปลว่าค่านั้นไม่ได้ถูกรวมมาในบิลของเรา และคุณเลือกผู้ให้บริการรับเงินเองได้
  • ไม่บังคับซื้อฮาร์ดแวร์ของเรา ระบบเป็นเว็บแอปที่รันบนแท็บเล็ตหรือมือถือที่ร้านมีอยู่ได้ ถ้าจะพิมพ์ใบเสร็จ วิธีที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์เพิ่มคือใช้แอป Android จับคู่เครื่องพิมพ์บลูทูธโดยตรง ส่วนการพิมพ์เข้าเครื่องพิมพ์ USB จากเว็บต้องลงโปรแกรมตัวกลางของเราบนคอมพิวเตอร์ที่ร้าน — และตามที่เขียนไว้ข้างบน ยังต้องมีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ กระดาษ และเน็ตอยู่ดี ไม่มีทางเลือกไหนที่ต้นทุนเป็นศูนย์จริง
  • ส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ได้ทุกแพ็กเกจรวมทั้งแพ็กเกจฟรี และแพ็กเกจที่จ่ายเงินเก็บข้อมูลบิลจริงไว้ 5 ปีตามที่กฎหมายภาษีกำหนด ส่วนแพ็กเกจฟรีเก็บบิลจริง 30 วันแล้วลบ ถ้าใช้แพ็กเกจฟรีและต้องใช้ข้อมูลทำบัญชี ต้องส่งออกเก็บเองก่อนครบกำหนด ตัวเลขวันที่ระบุข้างบนคือระยะที่ ดูย้อนหลังในแอปได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับระยะที่เก็บข้อมูล
  • อัปเกรดแพ็กเกจกดเองได้ในแอป แต่การลดขั้นหรือยกเลิกยังต้องแจ้งเราให้ดำเนินการให้ ถ้าข้อนี้สำคัญกับคุณ ให้ถามผู้ให้บริการทุกเจ้าด้วยคำถามเดียวกัน เพราะเป็นข้อที่คนถามกันน้อยจนกว่าจะถึงวันที่อยากลด

ดูรายละเอียดแพ็กเกจทั้งหมด หรือ เริ่มใช้แพ็กเกจฟรี

สรุป

  • ราคาระบบ POS ร้านอาหารในไทยตอนนี้กระจายตั้งแต่ฟรี ไปจนถึงราวสี่พันแปดร้อยบาทต่อเดือน และมีทั้งแบบรายเดือน รายปี และซื้อขาดราวหลักหมื่น
  • ตัวเลขบนหน้าราคาเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะบางเจ้าคิดต่อร้าน บางเจ้าคิดต่อหัวพนักงาน ซึ่งทำให้ยอดจริงต่างกันหลายเท่าเมื่อร้านโต
  • ตั้งงบเป็นก้อนปีแรกที่รวมฮาร์ดแวร์ กระดาษ และเน็ต แล้วค่อยหารเป็นเดือน จะเห็นภาพตรงกว่าดูราคารายเดือนอย่างเดียว
  • ซื้อขาดเทียบกับรายปีของเจ้าเดียวกันคุ้มทุนราว 3 ปี และการคำนวณคุ้มทุนจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อบวกค่าดูแลหรือค่าอัปเกรดรายปีของฝั่งซื้อขาดเข้าไปแล้ว

เห็นต้นทุนร้านชัดตั้งแต่วันแรก

Ginzii คือระบบ POS สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่ในไทย รู้ต้นทุนต่อจานและของเสียได้จริง เริ่มใช้ฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มใช้ฟรี

บทความนี้มีประโยชน์ ส่งต่อให้เพื่อนที่ทำร้านได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

ระบบ POS ร้านอาหารราคาเท่าไหร่
จากหน้าราคาสาธารณะที่เก็บเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 แบบรายเดือนอยู่ราว 129 ถึง 4,800 บาทต่อเดือน แบบรายปีราว 3,240 ถึง 20,400 บาทต่อปี และแบบซื้อขาดครั้งเดียวราว 12,000 บาทเฉพาะตัวโปรแกรมไม่รวมฮาร์ดแวร์ ส่วนแพ็กเกจฟรีมีอยู่จริงหลายเจ้าแต่ขอบเขตต่างกันมาก บางรายการเป็นราคาโปรโมชันที่ประกาศไว้ก่อนหน้า จึงควรใช้เป็นช่วงอ้างอิงเพื่อตั้งงบ ไม่ใช่ใบเสนอราคา
ค่าใช้จ่ายระบบ POS ปีแรกมีอะไรบ้างนอกจากค่าโปรแกรม
ต้องนับค่าฮาร์ดแวร์ถ้าต้องซื้อ ซึ่งชุดเครื่อง POS พร้อมเครื่องพิมพ์และลิ้นชักเก็บเงินอยู่ราว 9,000 ถึง 32,000 บาทต่อชุด ของสิ้นเปลืองอย่างกระดาษความร้อน ค่าอินเทอร์เน็ตที่ใช้ได้จริงตอนร้านแน่น และเวลาของคุณเองตอนตั้งระบบ ตัวอย่างเช่น ร้านที่ซื้อชุดเครื่องราว 9,000 บาทแล้วใช้ระบบรายเดือน 990 บาท จะมีต้นทุนปีแรกราว 20,880 บาทเฉพาะสองก้อนนี้
ซื้อขาดกับจ่ายรายเดือน แบบไหนคุ้มกว่า
ขึ้นกับว่าเทียบกับราคาไหน ที่ราคาซื้อขาด 12,000 บาท ถ้าเทียบกับตัวเลือกรายปี 3,900 บาทของผู้ให้บริการเจ้าเดียวกันซึ่งเป็นการเทียบที่ตรงที่สุดเพราะเป็นโปรแกรมตัวเดียวกัน จะคุ้มทุนในราว 3 ปี ถ้าเทียบกับรายเดือน 1,999 บาทคุ้มทุนราว 6 เดือน และรายเดือน 990 บาทคุ้มทุนราว 12 เดือน แต่การคำนวณนี้จะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อบวกค่าดูแลหรือค่าอัปเกรดรายปีของฝั่งซื้อขาดเข้าไปแล้ว ไม่งั้นจุดคุ้มทุนจะเร็วกว่าความจริง
ทำไมราคา POS แต่ละเจ้าเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
เพราะโครงสร้างการคิดเงินต่างกัน ในตลาดพบทั้งคิดรายเดือนต่อร้าน คิดต่อหัวพนักงาน ซื้อขาดครั้งเดียว ผูกกับการซื้อฮาร์ดแวร์ และคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อรายการ แบบคิดต่อหัวทำให้คนที่เทียบเฉพาะราคาเริ่มต้นประเมินยอดจริงต่ำกว่าความจริงได้มากเมื่อร้านมีพนักงานหลายคน สามคำถามที่ทำให้เทียบได้ตรงกว่าคือ ราคานี้คิดจากอะไร ถ้าปีหน้ามีพนักงานเพิ่มสามคนและอีกหนึ่งสาขายอดต่อเดือนจะเป็นเท่าไหร่ และมีอะไรที่ต้องจ่ายเพิ่มนอกจากค่าแพ็กเกจบ้าง